Klai พิมพ์ ส่งเมล

Image Hai pej wai liz lauz!   Taj geij taj kloz le av lauz poj lauz hpav dauv heif lauz p'taj hsomof hsomav geiz mav.   Dauv meij le taj geij neif kaiv bluv le p'gauj mauz p'wai daf poj dauv hso moj  kwaj neij lauz.

 

เรื่องที่1: สื่อสัญจร
จริงหรือ ? ที่เด็กมีความสุขกับการเรียนImage

โดย พ.เหมือนคีรี
 หลายคนทีเดียว เมื่อตื่นนอนตอนเช้าแล้ว ไม่รู้จะทำอะไรดี ???
 บางคนจึงไม่ค่อยอยากตื่น นอนต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะคิดได้ว่าทำอะไรดี
บางคนก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ รับโทรศัพท์ กินอาหารเช้า แล้วกลับไปนอนต่อ
 ที่น่าเป็นห่วงคือ บางคนเมื่อต้องลืมตาขึ้นมาตอนเช้าแล้ว กลับมีคำถามต่อไปว่า “จะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม ?” ที่บอกว่า “บางคน” เพราะมีส่วนน้อยที่คิดอย่างนี้ แต่แน่ใจได้ว่ามีคนคิดอย่างนั้น
 มีโอกาสคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง ที่กำลังเลือกที่เรียนให้กับลูกสาววัยอนุบาลอยู่
 กับความคิดและคำถามที่ว่า “วัยเด็กสมัยนี้ จริงหรือ ? ที่เด็กมีความสุขกับการเรียนในโรงเรียน”
 เด็กตัวเล็กๆ วัยระดับอนุบาลหรือประถม ถูกคาดหวังจากทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูประจำชั้น และผู้บริหารโรงเรียน เพื่อสร้างเด็กให้ในเชิงปริมาณ ให้เก่ง ให้รู้มาก ให้เรียนพิเศษ ให้สอบได้คะแนนสูงๆ
 และเช่นเดียวกันทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูประจำชั้น และผู้บริหารโรงเรียน ก็มีความตั้งใจอย่างดียิ่งที่อยากจะพัฒนาเด็กในเชิงคุณภาพ ทางอารมณ์ การแสดงออก การเข้าสังคม การเรียนศิลปะ ดนตรี ภาษา การจัดกิจกรรมพิเศษอื่นๆ เป็นต้น
 เป้าหมายและวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของระบบการศึกษา แต่ละโรงเรียน เป็นความตั้งใจดีที่จะหล่อหลอมเด็กให้เป็นคนที่มีคุณภาพในสังคม ขึ้นอยู่กับ “วิธีการและการปฏิบัติ” ตลอดจน “การประเมินความพร้อมของเด็ก” ว่ามีความเหมาะสมกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนนั้นๆ หรือไม่
 ที่กล่าวถึงประเด็น ความสุขของเด็กกับการเรียนหนังสือ นั้น ก็เพราะว่า จากการสำรวจของสำนักข่าว NHK ประเทศญี่ปุ่น พบว่า จากกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง มีความคิดที่ว่า ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา เด็กอยากไปฆ่าตัวตาย มากกว่า ไปเรียนหนังสือ
 จากข่าวนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความกดดันที่เป็นผลมาจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม โดยละเลยการศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนที่อาศัยอยู่ในสังคม
คนขาดเป้าหมายในชีวิต ขาดหลักยึดทางศาสนา เคารพบูชาในวัตถุสิ่งของ ความสะดวกสบาย เทคโนโลยี กำหนดเป็นเป้าหมายในการใช้ชีวิต
ขาดความสมดุลย์ระหว่าง “ใจและกาย” ยึดความสบายทางกายมากว่าความสบายใจ
โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน การอยู่กับปัญหา การยอมรับปัญหา การหาทางออกกับปัญหา รวมไปถึงการเห็นคุณค่าของตนเอง เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ละเอียดอ่อนมาก
ภูมิหลังของคนคนหนึ่ง กว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่ได้นั้น ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้จริงในแต่ละวัน
กระบวนการของเด็กแต่ละวัยจึงมีความแตกต่างกัน...
เด็กระดับอนุบาลและประถม มักจะคิดและมองปัญหามิติเดียว ถ้าระหว่างพ่อแม่ ผู้ปกครอง กับ คุณครูที่โรงเรียน เด็กจะเชื่อครูที่โรงเรียนมากกว่า เพราะเวลาที่ครูอยู่กับเด็กที่โรงเรียนมีมากกว่า ครูสามารถลงโทษหรือชมเชยเด็กมีอิทธิพลกับตัวเด็กมากว่า สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองนั้นเด็กเรียนรู้ว่าสามารถเอาแต่ใจตัวเอง และเอาชนะพ่อแม่ได้ไม่ยากนัก
สำหรับเยาวชนระดับมัธยมและอุดมศึกษา คิดและมองปัญหาที่มีอิทธิพลต่อตนมากกว่าหนึ่งมิติ นอกจากพ่อแม่ และครูแล้ว ยังมีเพื่อน ดารา นายแบบ นางแบบ ฯลฯ มากขึ้น สามารถรับรู้และแยกแยะปัญหาของตนได้ระดับหนึ่ง แต่การอยู่ ยอมรับ และเข้าใจปัญหานั้นอย่างแท้จริง ต้องอาศัย เวลากับ Coach ที่ดี ไม่มีสูตรการแก้ปัญหาชีวิตที่เป็นสูตรสำเร็จรูป
เคยคุยกับเด็กคนหนึ่ง ที่พ่อแม่หย่าร้างกัน เด็กรู้ว่าพ่อแม่ทะเลาะกัน แต่เด็กไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่อยู่ด้วยกันไม่ได้ และเปรียบเทียบกับเพื่อนที่พ่อแม่อยู่ด้วยกัน ตอบคำถามไม่ได้เมื่อโดนเพื่อนถามถึงพ่อแม่ ที่แย่กว่านั้นคือโดนเพื่อนล้อ เด็กจึงรู้สึกมีปมด้อย รู้สึกมีแผลเป็นในใจของตน เด็กรู้สึกงงกับชีวิตของตน เป็นต้น
เด็ก พ่อแม่ผู้ปกครอง กระบวนการเรียนรู้ ครู โรงเรียน สังคม จึงถูกกำหนดเป็น โชคชะตา ที่ต้องมาประสบพบกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ตื่นนอนตอนเช้า อย่าลืมถามคนใกล้ตัวว่า วันนี้อยากทำอะไร ?
เป็นคำถามที่ประเมินการใช้ชีวิตอย่างง่ายๆ แต่มีความหมาย
ตามสุภาษิตที่ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้ แย่แล้วจะแก้ไม่ทัน”
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ในคำถามเดียวกัน ควรจะถามและประเมินตัวเองด้วย
อย่ามองผงในตาคนอื่น แต่มองไม่เห็นไม้ซุงในตาตัวเอง !!!
 



เรื่องที่2: ภาษาสื่อ...วิถีชีวิตชุมชน
โดย พ.เหมือนคีรี

           สังคมหรือชุมชนของมนุษย์มี “ภาษา” เป็นสื่อกลางในการทำความเข้าใจ ติดต่อสื่อสาร และเป็นกลไกหลักในการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของกันและกันในสังคมหรือชุมชนนั้นกว่าที่จะมาเป็นภาษาได้ในแต่ละชุมชน วิวัฒนาการของภาษามีที่มาแตกต่างกัน ตามสภาวะแวดล้อมที่ต่างกัน บางภาษาใช้สัญลักษณ์ในท้องถิ่นกำหนดมาเป็นตัวอักษรเพื่อง่ายต่อการอธิบายต่อความหมายของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
 Imageเมื่ออธิบายถึงเรื่อง “ป่า”ก็มีรูปใบไม้ ต้นไม้หรือผลไม้ 
เมื่ออธิบายถึงเรื่อง “ครอบครัว”ก็มีรูปบ้าน รูปผู้หญิง รูปผู้ชาย หรือรูปเด็ก 
เมื่ออธิบายถึงเรื่อง “อาหาร” ก็มีรูปผลผลิตทางการเกษตรมาเป็นองค์ประกอบ
เมื่ออธิบายถึงเรื่อง “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ก็มีรูปตัวแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ชุมชนนั้นนับถือมาเป็นสิ่งที่อธิบาย เป็นต้น
ภาษาจึงเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชุมชนโดยตรง
“ยุคสมัยของภาษา” แปรเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมของสังคม ทุกวันนี้เรามีคอมพิวเตอร์ มีอินเตอร์เน็ต มีอุปกรณ์ทางสื่อสารที่ทันสมัย มีดาวเทียม มีโทรทัศน์ระบบดิจิตอล มีคลื่นมากมายในอากาศ
           อิทธิพลของความทันสมัยของโลกยุคใหม่ เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในแต่ละชุมชน จนบางครั้งได้ทำลายความเป็นวิถีชีวิตของชุมชนนั้นอย่างไม่รู้ตัว โดยมองข้าม “คุณค่าดั้งเดิม” ของวิถีชุมชนนั้น
           ทุกวันเราดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ ฟังเพลง ดูโฆษณา เพื่อความบันเทิง ตามความทันสมัยของการสื่อสารยุคใหม่ เราเริ่มมีรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ เพื่อความสะดวกสบายมากขึ้นในหมู่บ้าน เรามีสินค้าหลากหลายมากขึ้นตามการโฆษณา
           เกือบทุกบ้านมีโทรทัศน์ วิทยุ เครื่องเล่นวีซีดีหรือดีวีดี บางบ้านเริ่มมีคอมพิวเตอร์ มีชุดคาราโอเกะ มีตู้เย็น มีเตาไมโครเวฟ
           เรามีความต้องการมากขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็มีความฟุ่มเฟือยมากขึ้นทุกวันเช่นกัน
           เมื่อมีความต้องการมากขึ้น เราต้องการเงินมากขึ้น เราต้องทำงานมากขึ้น เราต้องการของจากธรรมชาติมากขึ้น ธรรมชาติจะถูกเรียกร้อง ถูกทำลายมากขึ้น
           แต่เดิมเราปลูกข้าว ผลิตผลทางการเกษตรแต่พอเพียง วันนี้เราต้องปลูกข้าว เร่งการผลิต เราต้องการกำไรจากธรรมชาติมากขึ้น เราต้องการให้ดินเกิดผลิตผลมากๆ
           เราจับปลาจากแหล่งน้ำมากขึ้น จนปลาวางไข่ไม่ทัน เราล่าสัตว์ป่ามากขึ้น จนสัตว์ป่าหลายชนิดสูญพันธ์ไป เราหาสมุนไพรมากขึ้น เราจับแมลงมากขึ้น ทุกอย่างที่ “ขาย” ได้ เราต้องการมากขึ้น
           เมื่อธรรมชาติให้ผลผลิตไม่พอเพียงแก่ความต้องการของชุมชน สมาชิกของชุมชนจึงต้องออกไปขายแรงงานต่างถิ่น เพื่อแลกกับความต้องการของชุมชน มีการเปรียบเทียบชนชั้นในชุมชนมากขึ้น
           จากความเข้าใจ ความโอบอ้อมอารี ความสามัคคี กลายเป็นการแบ่งชนชั้น และความขัดแย้ง
           คนรุ่นใหม่ของชุมชนมองค่านิยมของชุมชนดั้งเดิมเป็นเรื่องล้าสมัย และเมื่อเข้ามาสู่สังคมเมือง ก็โดนเอาเปรียบ โดนทำร้าย โดนทำลายคุณค่าดั้งเดิมของวิถีชีวิตชุมชนเดิมอย่างน่าเป็นห่วง
           แม้แต่ “ภาษาดั้งเดิม” หรือภาษาถิ่นของตนก็ไม่กล้าที่จะแสดงออกมา
           ทีละเล็ก ทีละน้อย จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ภาษาและวิถีชีวิตดั้งเดิมจึงโดนกลืนหายไป
           ผมไม่ได้ปฏิเสธความเจริญ หรือยุคสมัยของการพัฒนาในปัจจุบัน
           แต่ความเจริญและการพัฒนานั้น ควรตั้งมั่นอยู่บน “คุณค่าของวิถีชีวิต” ของชุมชนนั้น
           เด็กน้อยควรได้รับการฟื้นฟู ให้เห็นคุณค่าและความสำคัญในภาษาและวิถีชีวิตในชุมชนของตน
ผู้ใหญ่ควรเป็นแบบอย่างที่ดี และควรเห็นคุณค่าและความสำคัญในภาษาและวิถีชีวิตในชุมชนของตนเสียก่อน
           ผมชอบการสนับสนุนเพื่อให้ชุมชนพึ่งตัวเองได้ด้วยผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP
           การได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น ควรต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนนั้นเห็นคุณค่าวิถีชีวิตในชุมชนของตน
           ทุกชุมชนสามารถอยู่ในสังคมนี้ได้ บนความแตกต่างและสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน...

 

 

 

 

< ก่อนหน้า