Taj geij taj kloz le p'wai daf k'neij hpav baf iz neif kaiv wai taj le av heif lauz p'taj hso miz hso moj a miz le Cauv Narid heif lauz baf pgaz neij lauz.
กว่าจะได้มันมา!?! ค่ายบนดอย ผมออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทกับน้องๆนักศึกษาช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา เราไปอยู่กับพ่อแม่พี่น้องชาวปกาเกอะญอที่หมู่บ้านห้วยหก อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ พ่อแม่พี่น้องที่นี่มีความยากลำบากเรื่องการหาน้ำกินน้ำใช้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ พวกเขามีโครงการทำประปาภูเขาร่วมกัน นักศึกษาจึงมาเพื่อร่วมแรงร่วมใจกับพ่อแม่พี่น้องที่นี่ มาค่ายกันทำไม? ค่ายนี้กรรมการค่ายมีความสนใจที่จะอยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้านให้มากที่สุด เพราะเชื่อว่าการอยู่กับพ่อแม่พี่น้องที่ยากจนนั้นจะทำให้นักศึกษาเกิดจิตใจที่กว้างขวาง เกิดความเข้าอกเข้าใจ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนและภูมิปัญญาของพวกเขา รวมถึงการเปิดใจเรียนรู้วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของพวกเขา กรรมการค่ายตระหนักดีว่าพวกเขาไม่ได้นำเพื่อนๆมาค่าย เพื่อทำท่อประปาให้เสร็จด้วยความภูมิใจว่าได้ช่วยคนจนแล้ว และก็กลับไปใช้ชีวิตแบบฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยกับการบริโภคในสังคมเมืองที่พวกเขาอยู่ต่อไป แต่พวกเขามุ่งมั่นที่จะฝึกฝนตนให้เป็นบุคคลเพื่อคนอื่น เพื่อสังคมไทย เพื่อโลก และเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า กิน อยู่ ทำงานกันอย่างไร? เราแยกกันไปอยู่กับครอบครัวพ่อแม่พี่น้องชาวปกาเกอะญอเหมือนเป็นลูกเป็นหลานบ้านละ 2 คน ชายกับชาย หญิงกับหญิง ในแต่ละวันเราทำงานตามที่พ่อแม่พี่น้องในบ้านนั้นทำ ถ้าเขาไปทำประปาภูเขา เราก็ไปกับเขา ถ้าเขาไปทำงานที่ไร่ เราก็ไปกับเขา ผมอยู่กับพ่อแม่ปกาเกอะญอครอบครัวหนึ่ง พ่อกับแม่ย้ายมาจากหมู่บ้านอื่น จึงไม่มีที่ทำกินที่นี่ ช่วงหน้าฝนถึงหน้าหนาวก็เก็บใบเมี่ยงใบชาออกไปขาย ได้กิโลละ 4-5บาท ราคานี้ต่ำกว่าท้องตลาดซึ่งรับซื้อกิโลละ7-8บาท เจ๊ที่รับซื้อไม่ให้เป็นเงิน แต่จะให้เป็นข้าวสารแทน และเนื่องจากไม่ได้เป็นเงินนี้เอง ทำให้การจับจ่ายใช้สอยสิ่งที่จำเป็นในครอบครัวนี้ จึงเป็นไปด้วยความยากลำบากเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ที่นี่กลับเป็นที่ที่ผมเรียนรู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่ และความเอื้ออาทรที่คนเราพึงมีให้แก่กันและกัน กับที่นอนและเตาไฟ เช้าวันหนึ่ง หลังจากฝนตกหนักมาทั้งคืน เรานั่งทานข้าวกันใกล้บริเวณครัวในบ้าน ผมสังเกตเห็นเสื่อ หมอนกับผ้าห่มของพ่อแม่วางไว้ใกล้ๆกับเตาไฟ ผมคิดสงสัยว่าทำไมพ่อกับแม่เปลี่ยนที่นอนมานอนอยู่ใกล้เตาไฟ คงเป็นเพราะอากาศหนาวหรืออย่างไร เพราะเมื่อคืนนี้อากาศหนาวมาก ผมเองห่มผ้าห่มหนาๆถึง 5 ผืนจึงพอทนหนาวได้ แต่พอถามพ่อกับแม่แล้ว กลับเป็นเพราะฝนตกเมื่อคืนนี้เป็นเหตุ ทำให้หลังคามุงจากตรงบริเวณที่พ่อและแม่นอนนั้นมีรูโหว่อยู่ ฝนจึงตกใส่พ่อแม่อย่างเต็มที่ ผมมองดูที่นอนและหลังคามุงจากตรงที่นอนของผม โอ!... ที่นั่นมุงไว้อย่างดีทีเดียว... ผมเข้าใจทันทีว่า พ่อกับแม่เตรียมที่ที่ดีที่สุดไว้ให้กับผมและน้องนักศึกษาที่พักด้วยกัน ผมซาบซึ้งใจในความเอาใจใส่ของพ่อแม่มากครับ มันทำให้ผมระลึกถึงความรักและความอบอุ่นที่ผมได้รับจากพ่อแม่ของผมเอง... กับผักปลาในป่าใหญ่ ผมหาโอกาสตามพ่อบ้านกับเพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งไปหาปลาหาผักตามธารน้ำเล็กๆในป่า ป่าที่นี่เป็นป่าดิบเขียวทั้งปี อากาศเย็นสบาย ผมกะจะถามพ่อแล้วว่าปลาตัวใหญ่ขนาดไหน แต่ไม่ได้ถามเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็เห็นเองแหละ ที่สุดผมอดขำตัวเองไม่ได้กับความคิดของผมเองที่คิดแบบคนเมืองที่มีกินมีใช้อย่างฟุ่มเฟือย และไม่ค่อยสำนึกถึงคุณค่าของความเรียบง่ายธรรมดาๆเสียด้วย เพราะปลาที่เราหาได้นั้น ตัวใหญ่ไม่เกินนิ้วก้อยของผมเอง เราใช้มือควักเข้าไปในกรวดและทรายหยาบๆ...ผสมกับโคลนตามชายน้ำกันจนมือดำสัก 2 ชั่วโมงเห็นจะได้ พ่อเอาปลา(กับลูกอ๊อดของกบที่ติดมาด้วย) มาต้มกับผักที่เก็บได้ในป่า ใส่เกลือนิดหน่อยพอให้มีรสเค็ม...แล้วเราก็ทานอาหารมื้อเที่ยงกันอย่างเอร็ดอร่อยใต้ต้นไม้ในป่านั้นเอง กว่าจะได้มันมา!?! วันหนึ่งแม่ที่บ้านทำแกงมันป่าให้ผมทาน แม่บอกว่าพ่อไปขุดมันป่ามา ผมทานด้วยความเอร็ดอร่อยเพราะชอบกินมันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในใจคิดถึงเผือกถึงมันที่ผมซื้อทานในกรุงเทพฯ บางทีก็ซื้อจากพ่อค้าหาบเร่ถุงละ 5บาท 10บาท... ก่อนวันที่เราจะออกจากหมู่บ้าน ผมตามพ่อกับเพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งไปหามันป่า เหตุการณ์นี้ทำให้ผมประทับใจและนึกละอายใจอย่างไม่มีวันลืม... เราใช้จอบเสียมขุดมันป่าแบบที่ผมพึ่งทานไปเมื่อสองวันก่อนเสียงดัง“ซึก..ซึก!!!” ตั้งแต่บ่ายโมงครึ่งจนถึงกว่า4โมงเย็นกันอย่างเหน็ดเหนื่อยบนไหล่เขาเอียงราว 45 องศา... มันป่าจะมีเถาเล็กๆบนดิน ตัวมันป่าจะมีลักษณะยาวเรียวตรงลงไปใต้ดินคล้ายรากไม้ ใหญ่กว่ากำปั้นไม่มากนัก ช่วงบนกว่า 3 ฟุตแรกสีแดงทานไม่ได้ เราต้องขุดจนถึงช่วงที่เป็นสีขาวจึงทานได้ หลังจากขุดมันป่าเสร็จ ผมลงไปยืนตัวตรงในหลุม ยกมือเหยียดสุดขึ้นไปบนศีรษะ ยังไม่ถึงปากหลุมเลยครับ ขาดไปอีก 2 ฟุต ท่านผู้อ่านลองจินตนาการดูก็แล้วกันนะครับ ผมสูง 170 ซ.ม.รวมกับความยาวของแขนที่เลยศีรษะขึ้นไปกับส่วนที่เหลือกว่า 3 ไม้บรรทัด!! หลุมลึกขนาดไหน!!! พ่อบ้านบอกว่าเราได้มันป่าหนักราว 10 ก.ก. แล้วเราก็เดินแบกมันป่าขึ้นลงข้ามเขากลับบ้านอีก 4 ก.ม. มันป่านี้พ่อบ้านแบ่งออกเป็น 4 ส่วน สำหรับเพื่อนบ้านอีก 2 ครอบครัว สำหรับนักศึกษา และสำหรับที่บ้านเอง ค่ำนั้นผมทานมันป่านึ่งร้อนๆด้วยความซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง มันไม่ใช่มันแบบถุงละ 5 บาทอย่างที่ผมคิดอีกต่อไป มันเป็นมันป่าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ..แรงกายแรงใจ เต็มไปด้วยน้ำใจ และที่สำคัญมันเต็มไปด้วยความรัก.... เขาให้สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของเขากับเรา ผมอดเล่าให้นักศึกษาและคุณพ่อที่ไปด้วยกันฟังไม่ได้ ใช่ครับ เราทุกคนต่างทานมันป่าด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากแต่ก่อน มันเป็นมันป่าที่มีคุณค่า และมีความหมายกับเรามาก เพราะกว่าจะได้มันมาก็แสนยากลำบาก อีกทั้งเมื่อได้มันป่ามาแล้ว พ่อบ้านยังแบ่งให้กับพวกเราและคนอื่นๆอีก คุณพ่อญี่ปุ่นที่ไปด้วยกับผมแบ่งปันให้ฟังว่า มันป่าทำให้คุณพ่อคิดถึงเรื่องหญิงม่ายผู้ขัดสนในพระคัมภีร์ที่ให้แป้งกำมือหนึ่งและน้ำมันเพื่อทำขนมให้แก่ประกาศกเอลียาห์ก่อนตนเองและลูกของเธอจะได้กินอาหาร เธอให้สิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตของเธอ แต่เรากลับให้สิ่งที่เกินจำเป็นของเราแก่คนอื่น ผมขอขอบคุณพ่อแม่พี่น้องปกาเกอะญอ โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ผมพักอยู่ด้วย ที่สอนให้ผมมีหัวใจที่เป็นคนอย่างแท้จริง ด้วยชีวิตของพ่อของแม่เอง ด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ด้วยชีวิตที่ยากจน...แต่แท้จริงกลับร่ำรวย...เป็นความร่ำรวยด้วยการให้...พวกเขาได้ให้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คนเราจะให้แก่กันและกันได้... “.....ก็พวกเขาให้ชีวิตกับเราอย่างไรเล่า!!!.....แล้วเราล่ะ?... เราจะให้ชีวิตของเรากับใครดี!!!...” ---------------------------------- พระเยซูได้เสด็จประทับตรงหน้าตู้เก็บเงินถวาย ทรงสังเกตประชาชนเอาเงินมาใส่ไว้ในตู้นั้น และคนมั่งมีหลายคนเอาเงินมากมาใส่ในที่นั้น... มีหญิงม่ายคนหนึ่งเป็นคนจนเอาเหรียญทองแดงสองอัน มีค่าประมาณสลึงหนึ่งมาใส่ไว้ พระองค์จึงทรงเรียกเหล่าสาวกมาตรัสแก่เขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า หญิงม่ายจนคนนี้ได้ใส่ไว้ในตู้เก็บเงินถวายมากกว่าคนทั้งปวงที่ใส่ไว้นั้น เพราะว่าคนทั้งปวงนั้นได้เอาเงินเหลือใช้ของเขามาใส่ไว้ แต่ผู้หญิงนี้ขัดสนที่สุด ยังได้เอาเงินที่มีอยู่สำหรับเลี้ยงชีวิตของตนมาใส่จนหมด" มาระโก 12 : 41-44
เทียบ 1พงศ์กษัตริย์ 17: 12-13 |